
เน้น "หลักเกณฑ์ใหม่ทั้งระบบ" ตั้งแต่เริ่มคัดเลือก การพัฒนา การเติบโต จนถึงการออกจากระบบ:
คุณสมบัติผู้สมัคร: ข้าราชการพลเรือนสามัญ (ตำแหน่งประเภทวิชาการ ระดับปฏิบัติการ หรือชำนาญการ) ที่มีผลการประเมินการปฏิบัติงานระดับดีเด่นอย่างต่อเนื่อง มีทักษะภาษาอังกฤษผ่านเกณฑ์ที่ ก.พ. กำหนด
เครื่องมือคัดเลือก: ผ่านกระบวนการประเมินสมรรถนะที่เข้มข้น เช่น ศูนย์ประเมิน (Assessment Center), การทดสอบทัศนคติ/ภาวะผู้นำ, และการนำเสนอผลงานหรือวิสัยทัศน์
แผนพัฒนาตนเอง (IDP): จัดทำแผนพัฒนาบุคคลรายบุคคล (Individual Development Plan) ที่ออกแบบเฉพาะสำหรับผู้มีผลสัมฤทธิ์สูง
ภารกิจท้าทาย (Stretch Assignments): มอบหมายโครงการสำคัญระดับกระทรวง/ประเทศ หรือโครงการนวัตกรรมภาครัฐ
การหมุนเวียนงาน (Job Rotation): กำหนดให้มีการสับเปลี่ยนหมุนเวียนสายงานข้ามกรมหรือข้ามกระทรวง เพื่อสร้างมุมมองการบริหารในภาพรวม
เป้าหมายระดับสูง: กำหนดตัวชี้วัด (KPIs / OKRs) ที่วัดผลสัมฤทธิ์ของงานที่มีผลกระทบสูง (High Impact) ต่อภารกิจภาครัฐ
การติดตามใกล้ชิด: มีระบบการประเมินสมรรถนะหลักและสมรรถนะทางการบริหารอย่างต่อเนื่องทุกรอบการประเมิน
ลดระยะเวลาเกื้อกูล: ได้รับสิทธิในการลดระยะเวลาขั้นต่ำในการดำรงตำแหน่ง เพื่อเสนอแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งในระดับที่สูงขึ้น (ชำนาญการพิเศษ / เชี่ยวชาญ / อำนวยการ)
Executive Pipeline: วางเส้นทางเติบโตมุ่งสู่การเป็นนักบริหารระดับสูงของกระทรวง/กรม
เน้น "มาตรการรองรับและคุ้มครองข้าราชการ HiPPS รายเดิม" ตามหนังสือ ว 16/2562 เพื่อไม่ให้เสียสิทธิ:
รับรองสถานะต่อเนื่อง: ข้าราชการที่เข้าสู่ระบบ HiPPS อยู่ก่อนวันที่ 1 ต.ค. 2569 ให้ถือว่ายังคงมีสถานะเป็นข้าราชการผู้มีผลสัมฤทธิ์สูงต่อไป
สิทธิประโยชน์สืบเนื่อง: คุ้มครองสิทธิประโยชน์ ทั้งเรื่องการนับระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง สิทธิการพัฒนา และเงินเพิ่มพิเศษ (ถ้ามี)
การปรับแผนพัฒนา: ปรับปรุงแผนพัฒนาตนเอง (IDP) เดิม ให้สอดรับกับกรอบสมรรถนะและแนวทางการพัฒนาของระบบใหม่
การใช้สิทธิเติบโต: สามารถใช้ผลงานหรือระยะเวลาที่สะสมไว้เดิมในการขอแต่งตั้งเข้าสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้นตามหลักเกณฑ์เปลี่ยนผ่านที่ ก.พ. กำหนดไว้เฉพาะกลุ่ม
การเชื่อมโยงเกณฑ์ประเมิน: กำหนดแนวปฏิบัติในการนำผลการประเมินตามหลักเกณฑ์เดิมมาเทียบเคียงกับเกณฑ์ใหม่ในช่วงระยะเวลาเปลี่ยนผ่าน