7 สถานที่เที่ยวในวันหยุด

                             ถึงเวลาพักเบรคจากการทำงาน ไปผ่อนคลายสบาย ๆ ในวันหยุดแล้ว ทำงานมาอย่างยาวนานก็ต้องขอตัว ขอใจไปพักผ่อนเพิ่มพลังกันหน่อย มีวันลาก็ต้องใช้อะเนาะ ถ้าไม่มีวันลาก็รอหยุดยาวนะ แต่ถ้ายังไม่รู้ว่าจะไปที่ไหน เรามี 7 สถานที่เที่ยวเด็ดๆ มาแนะนำ เริ่มที่
1. แม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่
            แม่แจ่ม อำเภอเล็ก ๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางหุบเขาหลังดอยอินทนนท์ ของจังหวัดเชียงใหม่ มีธรรมชาติป่าเขาที่สวยงาม ท่ามกลางวิถีชีวิตของผู้คนที่ดำเนินไปแบบเรียบง่าย มีสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นเป้าหมายของสายธรรมชาติ คือ   นาขั้นบันไดบ้านป่าบงเปียง โดยจะนิยมไปเที่ยวในช่วงเดือนกรกฎาคม เพราะเป็นช่วงที่นาข้าวจะกลายเป็นสีเขียว ให้ได้ชมความงดงามของนาที่เรียงตัวสวยเป็นขั้นบันไดลดหลั่นกันลงมาตามภูเขาสูง ที่ถูกรายล้อมไปด้วยวิวของภูเขาน้อยใหญ่และทะเลหมอก อีกทั้งยังจะได้ชมพระอาทิตย์ขึ้น-ลงท่ามกลางธรรมชาติสุด ๆ  

                                               

นอกจากการเที่ยวชมธรรมชาติแล้ว  แม่แจ่มยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอื่น ๆ ในบริเวณใกล้เคียง เช่น ดอยม่อนหมาก จุดชมวิวทะเลหมอกและแสงอาทิตย์ยามเช้า วัดกองกาน ศูนย์รวมศรัทธาของชาวแม่แจ่ม หมู่บ้านทอผ้าตีนจก น้ำออกฮู สถานีทดลองเกษตรที่สูงแม่จอนหลวง นาขั้นบันไดบ้านตีนผา วัดยางหลวง วัดพุทธเอ้น หมู่บ้านหัตถกรรมผ้าซิ่นตีนจกแม่แจ่ม เป็นต้น แต่ถ้าใครเป็นสายมู เมื่อมาถึงเชียงใหม่แล้วก็ต้องห้ามพลาดไปเสริมความสิริมงคลที่ วัดป่าแดด ขอพรกับ "องค์พระพิฆเนศ" เพิ่มความสำเร็จ ความปัง ในเรื่องต่างๆ 

                                           
2.วังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา
           วังน้ำเขียวแหล่งโอโซนบริสุทธิ์ใกล้กรุงเทพ แนวท่องเที่ยวธรรมชาติ ที่ให้เราได้ชมวิวภูเขาและน้ำตกสวย ๆ ชิลกับสายหมอกหยอกเย้าและลิ้มรสผลไม้อร่อย ๆ และยังเป็นแหล่งทำการเกษตรที่สำคัญ โดยเฉพาะไร่ฟาร์มแบบออร์แกนิก   ต่าง ๆ  นอกจากนี้ที่วังน้ำเขียวก็มีสถานที่ท่องเที่ยวหลายแบบให้บริการอยู่ เช่น ร้านกาแฟริมทะเลสาบสุดชิค  โรงคั่วกาแฟ เส้นทางปั่นจักรยานริมทะเลสาบ สวนดอกไม้ เป็นต้น บอกเลยแต่ละที่นั้นมีบรรยากาศดีสุด ๆ บอกเลยว่าสายถ่ายภาพต้องชอบแน่นอน           

                                         
           สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เฟซบุ๊ก วังน้ำเขียว หรือโทร. 08-5249-9166
3. หมู่บ้านอีต่อง จังหวัดกาญจนบุรี
            ใครที่ชอบความเย็นสบายของสายหมอก ต้องไม่พลาดกับ หมู่บ้านอีต่อง ตำบลปิล๊อก อำเภอทองผาภูมิ หมู่บ้านเล็ก ๆ ที่อยู่สุดชายแดนไทย-เมียนมา กับบรรยากาศเงียบสงบ อากาศเย็น เหมาะแก่การพักผ่อน โดยเฉพาะช่วงหน้าฝน   ทั่วทั้งหมู่บ้านจะถูกปกคลุมไปด้วยทะเลหมอกขาวโพลน จนกลายเป็นเอกลักษณ์ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเที่ยวชมและสัมผัสความสวยงาม ในปัจจุบันหมู่บ้านอีต่องมีร้านอาหาร โฮมสเตย์ เกสต์เฮ้าส์ ร้านขายของที่ระลึก ร้านกาแฟน่ารัก ๆ และถนนคนเดินในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ไว้คอยต้อนรับนักท่องเที่ยว รวมถึงสายผจญภัยทั้งหลายที่ต้องการมาท้าทายความสามารถ ก็จะมีกิจกรรมปีนเขาช้างเผือก ให้รอได้พิชิตอยู่

                                            
4. ล่องแก่งลำภาชี จังหวัดราชบุรี
           สำหรับใครที่เป็นสายแอดเวนเจอร์ ขอแนะนำการล่องแก่งในลำน้ำชี สนุกกับการพายเรือคายัก ในแม่น้ำเส้นสำคัญของจังหวัดราชบุรี ที่คนนิยมลงเล่นและทำกิจกรรมตลอดทั้งสาย ชมบรรยากาศสวย ๆ ของสองฟากฝั่งที่เต็มไปด้วยต้นไม้เขียวขจีและนกนานาชนิด ชุ่มฉ่ำกับสายน้ำใสไหลเย็น พร้อมสนุกตื่นเต้นเมื่อได้ล่องตะลุยแก่งหิน ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่เพลิดเพลินและสนุกมาก เหมาะกับการมาเที่ยวกับกลุ่มเพื่อน

                                           
          สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เฟซบุ๊ก ทัศนา คายัค 0892089502 หรือโทร. 08-5291-0393
5. ดินแดนหิ่งห้อย จังหวัดปราจีนบุรี
           เพิ่มความโรแมนติกชวนฝันให้กับช่วงหน้าฝน ลองชวนคนรัก ครอบครัว หรือเพื่อนฝูง ไปดูดวงดาวบนพื้นดินที่ส่องแสงสว่างเล็ก ๆ กันที่ ดินแดนหิ่งห้อย แหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศตั้งอยู่ภายในกรมทหารปืนใหญ่ที่ 2 รักษาพระองค์ ค่ายพรหมโยธี ตำบลไม้เค็ด อำเภอเมืองปราจีนบุรี โดยนักท่องเที่ยวสามารถเข้าไปที่ยวชมความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ ทั้งต้นไม้ใหญ่น้อยและบรรดาหิ่งห้อยนับแสนตัวที่โบยบินเปล่งแสงสว่างไสวยามค่ำคืน ชวนให้ตื่นตาตื่นใจ ซึ่งช่วงเวลาที่เหมาะสมในการไปดูหิ่งห้อยนั้น จะมีให้ชมเพียงแค่ช่วงหน้าฝน หรือในช่วงเดือนมิถุนายน-สิงหาคมของทุกปี ตั้งแต่เวลา 18.30-21.00 น. ของทุกวันเท่านั้น

                                                  

          สำหรับใครที่อยากไปเที่ยวชมดูหิ่งห้อย มีข้อบังคับที่ห้ามทำอยู่คือ ห้ามใส่น้ำหอม ห้ามทายากันยุง หรือทาพวกสเปรย์กันยุง เป็นอันขาด ห้ามพกไฟฉายไปส่องหิ่งห้อย ห้ามเปิดไฟหน้ารถหรือเปิดไฟเพื่อส่องไปยังหิ่งห้อย เพราะสิ่งเหล่านี้จะมีผลทำให้จำนวนหิ่งห้อยลดลง สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เฟซบุ๊ก ดินแดนหิ่งห้อย ปราจีนฯ หรือโทร. 0-3757-0030

6. ป่าต้นน้ำ บ้านน้ำราด จังหวัดสุราษฎร์ธานี
     บอกเลยว่าภาคใต้ของไทยเราไม่ได้มีดีแต่ทะเลนะ เพราะยังมีแหล่งน้ำจืดสวย ๆ อย่างบ่อน้ำผุด ป่าต้นน้ำ บ้านน้ำราด ซึ่งถือเป็น Unseen อย่างหนึ่งในจังหวัดสุราษฎร์ธานีเลยก็ว่าได้ กับพื้นที่ป่าต้นน้ำที่มีความอุดมสมบูรณ์และสวยงามมาก มีตาน้ำ หรือน้ำที่ผุดขึ้นมาจากพื้นดินไหลลอดใต้ภูเขาผ่านออกมา ซึ่งเป็นน้ำที่ใสบริสุทธิ์ ไหลมารวมกันเป็นบ่อน้ำจืดสีฟ้าอมเขียวใสราวกับกระจก ลึกประมาณ 1 เมตร พื้นของบ่อน้ำจะเป็นพื้นทรายตะกอนหินปูน จึงทำให้น้ำไม่ขุ่น มีความใสอยู่ตลอด

                                             
          สำหรับป่าต้นน้ำ บ้านน้ำราด เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าไปเที่ยวชมและสามารถลงเล่นน้ำได้ โดยที่ทางชุมชนได้ทำแนวกั้นแบ่งบ่อน้ำไว้เป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่ห้ามลงเล่น เพราะเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ ชาวบ้านจะนำน้ำส่วนนี้ไปใช้ในการดื่มกินและประกอบพิธีกรรมสำคัญต่าง ๆ และส่วนที่ชุมชนกั้นขึ้นมาเพื่อให้นักท่องเที่ยวสามารถลงเล่นน้ำได้ แต่มีกฎระเบียบและข้อบังคับ เช่น ห้ามทำลายทรัพยากรธรรมชาติทุกชนิด ห้ามนำภาชนะที่ก่อให้เกิดขยะและสิ่งปฏิกูลทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นขวดพลาสติก ถุงพลาสติก หรือกระดาษชำระ เข้าไปยังป่าต้นน้ำ ห้ามใช้สบู่ ยาสระผม ในพื้นที่ของป่าต้นน้ำ เพราะจะเป็นการทำลายระบบนิเวศของน้ำในบ่อน้ำผุด และห้ามนำอาหารและเครื่องดื่มทุกชนิดเข้าไปรับประทานที่ป่าต้นน้ำ เป็นต้น
           สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เฟซบุ๊ก ป่าต้นน้ำบ้านน้ำราด หรือโทร. 08-4220-8745
7.น้ำตกห้วยหลวง จังหวัดอุบลราชธานี
            น้ำตกห้วยหลวง คนในท้องถิ่นเรียกกันว่า น้ำตกบักเตว ตั้งอยู่ในเขตอุทยานอุทยานแห่งชาติภูจอง-นายอย เป็นน้ำตกขนาดใหญ่เกิดจากลำธารห้วยหลวง มีความสูงประมาณ 45 เมตร ไหลผ่านหน้าผาลงสู่เบื้องล่าง มีลักษณะเป็นแอ่งน้ำขนาดใหญ่ พื้นน้ำเป็นสีเขียวมรกตและมีหาดทรายขาวสะอาด เหมาะสำหรับการลงเล่นน้ำ ด้านบนมีจุดชมทิวทัศน์และถ่ายภาพ ด้านล่างมีบันไดสำหรับขึ้น-ลงจำนวน 272 ชั้น จัดว่าเป็นน้ำตกที่ใหญ่ที่สุดในอีสานใต้ มีน้ำตลอดทั้งปี แต่ช่วงที่เหมาะในการมาเที่ยวคือ ช่วงเดือนกรกฎาคมถึงเดือนพฤศจิกายนของทุกปี

                                                     

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เฟซบุ๊ก อุทยานแห่งชาติภูจองนายอย Phu Chong Na Yoi National Park หรือโทร. 06-4232-5741
ที่มา travel.kapook


Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar