ช่วงนี้จะได้ยินคนรอบตัว บ่นปวดหลัง ปวดไหล่ ปวดคอกันไม่พักเลยทีเดียว เรียกได้ว่าเป็นอาการยอดฮิตของคนวัยทำงานเลยจริงๆ เนื่องจากพฤติกรรมของคนทำงานส่วนใหญ่ ต้องนั่งทำงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์อยู่เป็นเวลานาน โดยไม่ได้ขยับตัวเปลี่ยนอิริยาบถ ทำให้กล้ามเนื้อเกิดอาการตึง และกล้ามเนื้ออักเสบได้ จึงเป็นสาเหตุหลักและปัจจัยสำคัญให้เกิดอาการออฟฟิศซินโดรม
อาการออฟฟิศซินโดรม คือ กลุ่มอาการปวดกล้ามเนื้อและเยื่อพังผืด (Myofascial Pain Syndrome) เนื่องมาจากรูปแบบการทำงานที่ใช้กล้ามเนื้อมัดเดิมซ้ำๆ เป็นระยะเวลานานต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดอาการกล้ามเนื้ออักเสบและปวดเมื่อยตามอวัยวะต่างๆ ซึ่งอาการของออฟฟิศซินโดม สามารถแบ่งลักษณะอาการปวดได้ 3 ลักษณะ ดังนี้
1.การปวดกล้ามเนื้อเฉพาะส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย เช่นบริเวณ คอ หลัง ไหล่ บ่า สะบัก แขน หรือข้อมือ มักมีอาการปวดเป็นบริเวณกว้าง ไม่สามารถระบุตำแหน่งได้ชัดเจน อาจมีอาการปวดร้าวทั่วไปบริเวณใกล้เคียงร่วมด้วย มีลักษณะอาการปวดล้า ๆ ความรุ่นแรงมีได้ตั้งแต่ปวดเล็กน้อยเพียงรำคาญจนถึงปวดรุนแรงทรมานอย่างมาก ซึ่งอาการปวดดังกล่าวอาจลุกลามจนกลายเป็นอาการปวดเรื้อรัง
2.อาการของระบบประสาทอัตโนมัติ ซึ่งพบร่วมได้ เช่น ชา วูบ เย็น เหน็บ ซีด ขนลุก เหงื่อออก ตามบริเวณที่ปวดร้าว ถ้าเป็นบริเวณคออาจมีอาการมึน งง หูอื้อ ตาพร่า
3.อาการทางระบบประสาทที่ถูกกดทับ เช่น อาการชาบริเวณแขและมือ รวมถึงอาการอ่อนแรง หากมีการกดทับเส้นประสาทจนเกินไป
แล้วอาการแบบไหน เสี่ยงเป็นออฟฟิศซินโดรม
- ปวดกล้ามเนื้อเฉพาะส่วนใดส่วนหนึ่ง มักมีอาการปวดแบบว้างๆ ๆไม่สามารถชี้จุดหรือระบุตำแหน่งที่ปวดได้อย่างชัดเจน เช่น คอ บ่า ไหล่ สะบัก
- ปวดศีรษะเรื้อรัง หรือในบางครั้งมีอาการปวดหัวไมเกรนร่วมด้วย ซึ่งมีสาเหตุมาจากความเครียดหรือการที่ใช้สายตาเป็นระยะเวลานาน
- ปวดหลังเรื้อรัง เป็นอาการที่พบบ่อยในผู้ป่วยโรคออฟฟิศซินโดรม เนื่องจากการนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์หลายชั่วโมง นั่งไม่ถูกท่า นั่งหลังค้อม อาจทำให้กล้ามเนื้อต้นคอ เมื่อย เกร็งอยู่ตลอด รวมถึงงานที่ต้องยืนนานๆ โดยเฉพาะคุณผู้หญิงที่ใส่ส้นสูง
- ปวดตึงที่ขา หรือเหน็บชา อาการชาเกิดจากการนั่งนานๆ ทำให้เส้นเลือดดำถูกกดทับและส่งผลให้เลือดไหลเวียนผิดปกติ
- ปวดตา ตาพร่า เนื่องจากต้องมีการมองหน้าจอคอมพิวเตอร์นานๆ หรือใช้สายตาอย่างหนักเป็นเวลานาน
มือชา นิ้วล็อค ปวดข้อมือ เพราะการใช้คอมพิวเตอร์จับเมาส์ในท่าเดิมๆ นาน ทำให้กล้ามเนื้อกดทับเส้นประสาทและเส้นเอ็นจนอักเสบ เกิดพังผืดทำให้ปวดปลายประสาท นิ้วหรือข้อมือล็อคได้
การรักษาอาการออฟฟิศซินโดรม นั่นมีหลายวิธี เช่น
การยืดกล้ามเนื้อ : จะช่วยให้อ็นข้อต่อและเส้นใยกล้ามเนื้อ ที่ได้รับการยืดเหยียดมีความยาวและมุมการเคลื่อนไหวที่ดี ทำให้สามารถช่วยป้องกันการฉีกขาดของเส้นใยกล้ามเนื้อ และลดการบาดเจ็บที่อาจจะเกิดขึ้นได้
การกายภาพบำบัด : เป็นทางเลือกการรักษาโดยนักกายภาพบำบัดจะเป็นผู้วางแผนการทำกายภาพบำบัดให้เหมาะกับอาการของแต่ละคน เช่นการยืดเหยียดกล้ามเนื้อ ออกกำลัง ใช้อุปกรณ์เสริม เพื่อบรรเทาอาการปวดเรื้อรัง ช่วยให้เคลื่อนไหวร่างกายได้ดีขึ้น รวมถึงให้คำแนะนำในการใช้ชีวิตประจำวันที่เหมาะสมเพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำ
การนวดแผนไทย : เป็นหนึ่งในเครื่องมือทางกายภาพบำบัดที่ใช้ในการบรรเทาอาการปวดที่ไม่รุนแรงมากนัก มีหลายเทคนิค เช่น ลูบตามผิวหนัง บีบ คลึง กดจุด เคาะ ทุบ หรือดึง
การฝั่งเข็ม : จะฝังลงไปบริเวณที่มีอาการปวด ร่วมกับการฝังเข็มปรับสมดุลในร่างกาย กระตุ้นการไหลเวียนของเลือดลมในร่างกาย บรรเทาอาการเจ็บปวด และลดโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำอีก
การรับประทานยา : เป็นเพียงอีกทางเลือกหนึ่งในการบรรเทาอาการปวดเมื่อยเท่านั้น สำหรับคนที่มีอาการออฟฟิศซินโดรมที่เริ่มรุนแรงขึ้นแล้ว อาจต้องได้รับยาในการรักษา เช่น ยาคลายกล้ามเนื้อ ยาลดการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ยาแก้ปวดที่ไม่มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ จึงควรเลือกใช้เป็นทางเลือกสุดท้าย และควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ยาทุกครั้ง

การป้องกันการเกิดออฟฟิศซินโดรม
- การออกกำลังกายให้เหมาะสมกับอาการ โดยเฉพาะกิจกรรมที่ช่วยการยืดเส้นสร้างความยืดหยุ่นและเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ เช่น โยคะ ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน ฯลฯ ซึ่งจะช่วยลดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อ ป้องกันเอ็นและข้อยึด แถมยังช่วยผ่อนคลายความเครียด
- ปรับสภาพแวดล้อมที่ทำงานให้น่าอยู่ ไม่แออัดเกินไป มีอากาศถ่ายเทสะดวก ปรับโต๊ะและเก้าอี้ที่เหมาะกับสรีระ จัดแสงไฟในห้องให้มีความเหมาะสมจะช่วยถนอมสายตาได้เป็นอย่างดี และที่สำคัญในห้องทำงานควรหลีกเลี่ยงไม่ให้มีแสงแดดหรือแสงสว่างจากภายนอกส่องเข้ามาในห้องโดยตรง เพราะแสงที่สว่างเกินไปจะก่อให้เกิดแสงสะท้อนที่จอได้ง่าย ทำให้รู้สึก ไม่สบายตาได้
- ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทำงานให้กล้ามเนื้อใช้งานอย่างให้เหมาะสม โดยในระหว่างวันเราไม่ควรนั่งอยู่ในท่าเดิมนาน ๆ ไม่ควรนั่งหลังค่อมหรือนั่งเอนหลัง เพราะจะทำให้กล้ามเนื้อเกิดการล้าและเสียบุคลิก ควรนั่งหลังตรง ซึ่งจะช่วยลดอาการปวดหลัง สุขภาพหมอนรองกระดูกดีขึ้น ป้องกันโรคข้อ บรรเทาอาการปวดศีรษะ นอกจากนี้เราควรจะการลุกขึ้นยืดเส้นสาย เดินไปสูดอากาศด้านนอกบ้าง เพื่อผ่อนคลายร่างการและสมอง
แต่วิธีการป้องกันและรักษาออฟฟิศซินโดรมที่ดีที่สุด คือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและอิริยาบถการทำงานให้เหมาะสมจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอาการปวดเมื่อยจากออฟฟิศซินโดรมได้
ที่มา โรงพยาบาลศิริราชปิยมหาราชการุณย์ โรงพยาบาลนครธน